นักวิจัยจากทั่วโลกยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยเลิกบุหรี่ ซ้ำเสี่ยงเสพติดนิโคติน

ดร.พญ.เริงฤดี งานวิจัยทั้ง 2 ชิ้น ได้เปรียบเทียบผลของการเลิกสูบบุหรี่โดยใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า (ใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ หรือใช้วิธีหักดิบ) ของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำและสูบเป็นครั้งคราว โดยติดตามผลอย่างน้อย 12 เดือน พบว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ดีกว่าการที่ไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยพบว่า 2 ใน 3 ของกลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ธรรมดา หลังจากเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ กลายเป็นยังคงติดนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่ง ดร. คาเรน เมสเซอร์ นักวิจัยอาวุโสของงานวิจัยทั้งสองชิ้นกล่าวว่า ผลวิจัยชี้ชัดว่าผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพราะการใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือไม่ใช้ ไม่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ และการไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการช่วยเลิกบุหรี่ยังทำให้ผู้สูบบุหรี่เอาชนะการเสพติดนิโคตินได้อย่างแท้จริง

“งานวิจัยสองชิ้นนี้มีความสำคัญเพราะใช้ข้อมูลระดับประชากรในการศึกษา จึงให้ข้อมูลที่ค่อนข้างตรงกับภาวะปกติที่ผู้สูบบุหรี่เลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าเองอย่างอิสระ ไม่มีการกำกับดูแลโดยแพทย์ ดังนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้ดีไปกว่าวิธีที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่แผ่นแปะนิโคติน หรือการหักดิบ และยังทำให้ผู้สูบติดนิโคตินจนเลิกใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ หรือยังต้องสูบบุหรี่ธรรมดาคู่ไปกับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งกรณีสูบทั้งสองประเภทนี้พบว่ามีอันตรายสูงยิ่งกว่าสูบอย่างใดอย่างหนึ่ง” ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า

แถลงข่าวจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าล็อตใหญ่ ย่านคลองถม รวมมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท ที่ชั้น1 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ  วันพุธที่ 9 ตุลาคม2562

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า บริษัทบุหรี่มักจะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้าออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ให้เลิกสูบ โดยแนะให้ผู้สูบเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่อ้างว่ามีอันตรายน้อยกว่า แต่ความเป็นจริงพบว่ามีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ธรรมดามาสูบบุหรี่ไฟฟ้า 100% ส่วนใหญ่กว่าครึ่งยังจะคงสูบบุหรี่ธรรมดาต่อไป แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจะช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ เพราะถ้าต้องการที่จะช่วยให้เลิกบุหรี่ได้จริง ต้องทำให้มีนิโคตินในระดับที่ต่ำและไม่มีการเติมสารปรุงรสต่างๆ เหมือนหมากฝรั่งนิโคตินที่เป็นยาช่วยเลิกบุหรี่