งานวิจัยสหรัฐฯเผยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มโอกาสติด COVID-19 กว่า 5 เท่า

เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ยัน บุหรี่ไฟฟ้าเชื่อมโยง COVID – 19 เผยงานวิจัยสหรัฐฯ พบวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้าติด COVID- 19 มากกว่าผู้ไม่สูบ 5 เท่า สูบทั้งบุหรี่มวน บุหรี่ไฟฟ้าติดเพิ่มเป็น 7 เท่า และป่วยหนักกว่าผู้ไม่สูบถึง 5 เท่า

วันนี้ ( 21 เม.ย.2564) นพ.ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) ในฐานะ เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า

จากกรณีข้อกังขาว่า บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า มีความเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อและ COVID-19 จริงหรือไม่นั้น

หลังจากร่วมกับ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ศึกษาค้นคว้า ประเด็นดังกล่าว ได้พบงานวิจัยจาก Stanford University School of Medicine และ University of California, San Francisco ที่เผยแพร่ใน Journal of Adolescent Health เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2563 ยืนยันว่า

ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสติดเชื้อ COVID-19 มากกว่า ผู้ที่ไม่สูบ 5 เท่า ถ้าสูบทั้งบุหรี่มวน ร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้า มีแนวโน้มติดเชื้อไวรัส COVID-19 มากกว่าผู้ที่ไม่สูบ 6.8 เท่า

โดยในทั้ง 2 กลุ่ม หากติด COVID-19 จะมีอาการป่วยมากกว่าคนไม่สูบถึง 5 เท่า ซึ่งเป็นผลการสำรวจจากแบบสอบถาม ในกลุ่มประชากร ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเข้ารับการตรวจ COVID-19 อายุ 13-24 ปี จำนวน 4,351 คน ที่อาศัยอยู่ใน 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา

องค์การอนามัยโลก (WHO) ย้ำเตือนถึงการติดเชื้อ COVID-19 พบในผู้สูบบุหรี่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 14 เท่า

จากกรณีศึกษาในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งไม่ต่างจากกรมควบคุมโรคของไทยยืนยันเช่นกันว่า พฤติกรรมของผู้ที่สูบบุหรี่ หรือบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มความเสี่ยงการติดและแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 จากการสัมผัส ส่งต่อ หรือใช้ อุปกรณ์สูบร่วมกันได้

เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บุหรี่ไม่ว่าจะแบบใดก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง สุดท้ายทำให้ปอดพังพอๆ กัน เซลล์รอเวลากลายพันธุ์ เป็นเนื้องอก เนื้อร้าย ทำให้ต้นทุนผู้สูบต่ำ เมื่อติดเชื้อโควิดอาการจึงหนักกว่า และฟื้นตัวได้ช้ากว่าผู้ที่ไม่สูบ

ในระยะยาวจะได้เห็นการผ่าตัดเปลี่ยนปอดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น หากไม่เลิกสูบ เช่นเดียวกับที่ต้องเปลี่ยนปอดจาก COVID-19 ที่ขณะนี้เริ่มเปลี่ยนแล้วนับ 10 รายทั่วโลก เพราะพยาธิสภาพความเสียหาย ที่เกิดขึ้นเป็นแบบเดียวกัน

คือเกิดการอักเสบจนเนื้อเยื่อปอดแข็ง ไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ และ การผ่าตัดเปลี่ยนปอดไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่ผ่าตัดแต่ละครั้ง ใช้เวลา 10 ชั่วโมงขึ้น ค่าใช้จ่ายเป็นหลักล้านบาท และต้องกินยากดภูมิตลอดชีวิต

เท่ากับว่า ชีวิตเปลี่ยน ต้องระวังอย่างมากในการติดเชื้อที่ง่ายขึ้น โดยผู้ป่วยรายแรก ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนปอด จากภาวะอิวาลี อายุเพียง 16 ปี ในรัฐดีทรอยต์ สหรัฐฯ ดังนั้นในช่วง COVID-19 ระลอก 3 นี้แนะนำว่า ควรเลิกสูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดา

นพ.ประกิตพันธุ์ กล่าวต่ออีกว่า งานวิจัยจากที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ BMJ Journals ของสมาคมการแพทย์อังกฤษยังระบุด้วยว่า ขณะที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ายังก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 บริเวณที่สูบสูงขึ้นถึง 80 เท่า รวมถึงฝุ่น PM 1.0 และสารอันตรายอื่นๆ เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ และโลหะหนัก ซึ่งผู้ที่อยู่ชิดใกล้ผู้สูบบุหรี่ ไฟฟ้าก็จะได้รับฝุ่นพิษจิ๋วและสารอันตรายเหล่านี้เข้าไปด้วย

งานวิจัยสหรัฐฯเผยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มโอกาสติด COVID-19 กว่า 5 เท่า

เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ยัน บุหรี่ไฟฟ้าเชื่อมโยง COVID – 19 เผยงานวิจัยสหรัฐฯ พบวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้าติด COVID- 19 มากกว่าผู้ไม่สูบ 5 เท่า สูบทั้งบุหรี่มวน บุหรี่ไฟฟ้าติดเพิ่มเป็น 7 เท่า และป่วยหนักกว่าผู้ไม่สูบถึง 5 เท่า

วันนี้ ( 21 เม.ย.2564) นพ.ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) ในฐานะ เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า

จากกรณีข้อกังขาว่า บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า มีความเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อและ COVID-19 จริงหรือไม่นั้น

หลังจากร่วมกับ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ศึกษาค้นคว้า ประเด็นดังกล่าว ได้พบงานวิจัยจาก Stanford University School of Medicine และ University of California, San Francisco ที่เผยแพร่ใน Journal of Adolescent Health เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2563 ยืนยันว่า

ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสติดเชื้อ COVID-19 มากกว่า ผู้ที่ไม่สูบ 5 เท่า ถ้าสูบทั้งบุหรี่มวน ร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้า มีแนวโน้มติดเชื้อไวรัส COVID-19 มากกว่าผู้ที่ไม่สูบ 6.8 เท่า

โดยในทั้ง 2 กลุ่ม หากติด COVID-19 จะมีอาการป่วยมากกว่าคนไม่สูบถึง 5 เท่า ซึ่งเป็นผลการสำรวจจากแบบสอบถาม ในกลุ่มประชากร ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเข้ารับการตรวจ COVID-19 อายุ 13-24 ปี จำนวน 4,351 คน ที่อาศัยอยู่ใน 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา

องค์การอนามัยโลก (WHO) ย้ำเตือนถึงการติดเชื้อ COVID-19 พบในผู้สูบบุหรี่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 14 เท่า

จากกรณีศึกษาในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งไม่ต่างจากกรมควบคุมโรคของไทยยืนยันเช่นกันว่า พฤติกรรมของผู้ที่สูบบุหรี่ หรือบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มความเสี่ยงการติดและแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 จากการสัมผัส ส่งต่อ หรือใช้ อุปกรณ์สูบร่วมกันได้

เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บุหรี่ไม่ว่าจะแบบใดก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง สุดท้ายทำให้ปอดพังพอๆ กัน เซลล์รอเวลากลายพันธุ์ เป็นเนื้องอก เนื้อร้าย ทำให้ต้นทุนผู้สูบต่ำ เมื่อติดเชื้อโควิดอาการจึงหนักกว่า และฟื้นตัวได้ช้ากว่าผู้ที่ไม่สูบ

ในระยะยาวจะได้เห็นการผ่าตัดเปลี่ยนปอดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น หากไม่เลิกสูบ เช่นเดียวกับที่ต้องเปลี่ยนปอดจาก COVID-19 ที่ขณะนี้เริ่มเปลี่ยนแล้วนับ 10 รายทั่วโลก เพราะพยาธิสภาพความเสียหาย ที่เกิดขึ้นเป็นแบบเดียวกัน

คือเกิดการอักเสบจนเนื้อเยื่อปอดแข็ง ไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ และ การผ่าตัดเปลี่ยนปอดไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่ผ่าตัดแต่ละครั้ง ใช้เวลา 10 ชั่วโมงขึ้น ค่าใช้จ่ายเป็นหลักล้านบาท และต้องกินยากดภูมิตลอดชีวิต

เท่ากับว่า ชีวิตเปลี่ยน ต้องระวังอย่างมากในการติดเชื้อที่ง่ายขึ้น โดยผู้ป่วยรายแรก ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนปอด จากภาวะอิวาลี อายุเพียง 16 ปี ในรัฐดีทรอยต์ สหรัฐฯ ดังนั้นในช่วง COVID-19 ระลอก 3 นี้แนะนำว่า ควรเลิกสูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดา

นพ.ประกิตพันธุ์ กล่าวต่ออีกว่า งานวิจัยจากที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ BMJ Journals ของสมาคมการแพทย์อังกฤษยังระบุด้วยว่า ขณะที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ายังก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 บริเวณที่สูบสูงขึ้นถึง 80 เท่า รวมถึงฝุ่น PM 1.0 และสารอันตรายอื่นๆ เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ และโลหะหนัก ซึ่งผู้ที่อยู่ชิดใกล้ผู้สูบบุหรี่ ไฟฟ้าก็จะได้รับฝุ่นพิษจิ๋วและสารอันตรายเหล่านี้เข้าไปด้วย

สืบนครบาลลุย “แก๊งไอซ์-ยาเค” ลูกค้าเมืองกรุง

ข่าวสารยาเสพติดตำรวจ กก.สส.2 บก.สส.บช.น. โชว์ฟอร์มเก็บข้อมูลขยายผลแกะรอยตามจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดนำเข้าจากชายแดนด้าน จ.เลย ของกลางยาไอซ์ 86 กก. ยาเค 6 กก. ขณะนำไปซุกที่คอนโดฯ ย่านปิ่นเกล้า พิลึกกลุ่มผู้ต้องหาทำมานานกว่า 3 ปี แบ่งขายให้ลูกค้าใน กทม.-ปริมณฑล-จ.นนทบุรี ไม่เคยถูกจับ มอบให้ บช.ปส.ขยายผลต่อ

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 8 มี.ค. พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สำราญ นวลมา รอง ผบช.น. พ.ต.อ.กฤศนัฏฐ์ ธนศุภณัฏฐ์ ผกก.สส.2 บก.สส.บช.น. พร้อมพวกร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายอัครัฐ ผันผิง อายุ 27 ปี นายสุรศักดิ์ พุ่มพิพัฒน์ อายุ 27 ปี นายธนากร กองศรี อายุ 22 ปี ของกลางยาไอซ์ 86 กก. เคตามีน ผง 6 กก. รถเก๋ง 2 คัน โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง และอื่นๆอีกหลายรายการ จับกุมผู้ต้องหาทั้งสาม ได้ที่เดอะทรัส ปิ่นเกล้า คอนโดมิเนียม ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.

สืบเนื่องจากตำรวจชุดสืบสวน กก.สส.2 บก.สส.บช.น.จับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ในเขต กทม.หลายคดี เมื่อสืบสวนขยายผลพบเบาะแสความเชื่อมโยง นายอัครัฐ ผันผิง กับพวกมีพฤติกรรมลักลอบนำยาเสพติด โดยลำเลียงจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทางชายแดนด้าน จ.เลย จำหน่ายให้กับลูกค้ารายย่อยใน กทม. ปริมณฑล และ จ.นนทบุรี มา นานกว่า 3 ปี แต่ไม่เคยถูกจับกุม โดยคนร้ายจะนำยาเสพติดดังกล่าวไปซุกซ่อนและทำการแยกบรรจุแบ่งขายในคอนโดฯดังกล่าว จึงเฝ้าติดตามและวางแผนจับกุมแก๊งค้ายารายนี้ กระทั่งเมื่อวันที่ 6 มี.ค. เวลาประมาณ 04.00 น. ชุดจับกุมพบนายอัครัฐกับผู้ต้องหารายอื่น ขับรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ สีเทาดำ ทะเบียน 1 ขฌ 5204 กรุงเทพมหานคร กลับมาที่คอนโดฯ เข้าไปจอดในลานจอดรถชั้น 4 ชุดสืบสวนแสดงตัวเข้าจับกุมก่อนขยายผลตรวจค้นในห้องพักชั้น 23 ของผู้ต้องหา พบของกลางจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในห้องและรถคันดังกล่าว

สอบสวนทั้งหมดรับสารภาพ แจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย เบื้องต้นคุมตัวส่ง บช.ปส.ดำเนินคดีพร้อมขยายผลต่อไป

ผู้ต้องหายาเสพติด เผารถคุมขัง ขณะถูกนำตัวไปศาลอุดรฯ

ข่าวเกี่ยวกับยาเสพติด ความคืบหน้ากรณีคนร้าย เผารถตราโล่ ของ ตำรวจ สภ.หนองแสง จ.อุดรธานี ที่ใช้สำหรับคุมขังผู้ต้องหา จนไฟไหม้วอดไปทั้งคันก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะวิ่งหลบหนีไปได้ เหตุเกิดบริเวณถนนสายมิตรภาพหมายเลข 2 บ้านดงเค็ง ต.บ้านจั่น อ.เมือง จ.อุดรธานี ภายหลังทราบชื่อผู้ต้องหาที่ก่อเหตุคือ นายสมสมัย อายุ 46 ปี ชาว อ.หนองแสง ที่ถูกจับในข้อหาครอบครองยาบ้า 68 เม็ด และไอซ์ 3.37 กรัม

ต่อมาตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ กว่า 100 นายระดมกำลังใช้เวลา 40 นาที จึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่วางแผนเผารถดังกล่าวได้ ขณะหลบหนีมุดลงในท่อน้ำ ห่างจากจุดเผารถประมาณ 100 เมตร

เบื้องต้น จากการสอบสวนทราบว่าผู้ต้องหาที่หลบหนีได้วางแผนเผา บริเวณตู้แอร์ของกระบะด้านหลังของรถตราโล่ เพื่อให้เกิดไฟไหม้  จากนั้นตำรวจจะต้องมาเปิดประตู จึงจะวางแผนหลบหนีได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา ลอบวางเพลิงรถตำรวจ ทำลายทรัพย์สินของราชการ เพิ่มอีกด้วย

เคนมผง-ทะเลทราย อันตรายถึงตาย อย่าคิดลอง

 ข่าวสารเกี่ยวกับยาเสพติด“ยานรกเคนมผง” และ “ยาเคทะเลทราย”…ร้ายแรงจนผู้เสพเสียชีวิตจำนวนมาก ในหลายพื้นที่ ข่าวแบบนี้ในมุมของสังคมคงเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่…ในมุมของ “ครูฝ่ายปกครอง” ที่ดูแล “นักเรียน” กลุ่มวัยรุ่นอยู่นั้นนับว่าเป็น…ข่าวดี เพราะจะนำเรื่องนี้ไปสอนเด็กๆให้ “กลัว” เรื่อง “ยาเสพติด” ได้

คุณครูสุรียุตร เล้ากิจเจริญ ครูฝ่ายปกครองโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสมุทรสงคราม บอกว่า การใช้ยาต่างๆ แล้วนำมาผสมกัน จนเกิดเป็นยาเสพติดสูตรใหม่ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น…ทำกันมานานมากแล้ว“เภสัช” เป็นคำที่ผู้ใช้ยาเสพติดมักจะใช้เรียกเพื่อน ผู้ที่มีความสามารถในการปรุงยา คือนำยาหลายชนิดมาผสมกัน ซึ่งยาที่นำมาทำยาเสพติดพวกนี้มีขายตามท้องตลาด ก่อนที่จะเป็นข่าวเรื่องยาเคนมผงนั้นก็มียาเสพติดอีกมากมายหลายตัวระบาดหนักในหมู่วัยรุ่น

ประเด็นสำคัญมีว่า…จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลของครูฝ่ายปกครองด้วยกันในพื้นที่ระดับจังหวัด พบการระบาดของยาที่เรียกว่า “เขียวเหลือง” หรือ “B5” เป็นจำนวนมาก ยาพวกนี้คือยาแก้ปวด เด็กๆจะเอามาผสมกับยาแก้ไอ แรงไปถึงน้ำกระท่อม พอเสพไป มักจะมีอาการที่เด็กๆ เขาเรียกว่า ฟิน หรือเบลอๆไป

“ยาแบบนี้ ปัจจุบัน ไม่มีความผิดตามกฎหมาย เมื่อเด็กไปเสพมา ไม่สามารถตรวจฉี่เป็นผลบวกหรือลบ หรือฉี่สีม่วงหรือไม่ม่วงได้ แต่ตรวจได้จากประสบการณ์ของครูฝ่ายปกครอง คือมองที่ตา จะเห็นว่าตาจะลอยค้างแบบผิดสังเกต”

นับว่า…เป็นปัญหาที่น่าห่วง เพราะยาที่อยู่ในหมวดควบคุมแบบนี้ หลุดออกไปให้พ่อค้ายาเสพติดเหมามาขาย ในปริมาณที่มหาศาล ทั่วทั้งประเทศ และผู้ซื้อก็ไม่มีความผิด พกยาแบบนี้สบายใจกว่าพกยาบ้า ยาไอซ์

แต่สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้น ผู้ปกครองยังรู้ไม่เท่าทัน คือการขายยาแบบนี้ ขายกันในเฟซบุ๊ก ในไลน์ หรือทวิตเตอร์ ในโลกออนไลน์ มีการตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมา ก่อนจะซื้อขายต้องเห็นหน้ากันในโลกออนไลน์ก่อน จากนั้นจึงมีการสั่งยากัน และยังมีบริการส่งถึงบ้านผ่านขนส่งด่วนต่างๆ

พร้อมเก็บเงินปลายทาง หรือบางรายให้เครดิตแบบลอตชนลอต คือรับของครั้งนี้ไปจ่ายครั้งหน้าเสียด้วยซ้ำ

ครูสุรียุตร ย้ำว่า การขายยาแบบนี้มีมากจริงๆ อยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองลองทดลองค้นหาคำว่า “เม็ดเมา” ในกูเกิล แล้วลองดูว่า ยาแบบนี้ขายกันเกลื่อนโลกออนไลน์ขนาดไหน

ราคายาพวกนี้ เม็ดละ 8 บาทขึ้นไป เด็กสามารถจับต้องได้ จากการซักประวัตินักเรียนที่ไปเล่นยาพบว่า เขาจะตั้งกลุ่มขึ้นมา จะให้ส่งไปรษณีย์ไปบ้านของเพื่อนคนที่ไม่ค่อยมีผู้ใหญ่สนใจ หรือตายายปู่ย่าที่ไม่เข้าใจเรื่องแบบนั้น…จากนั้นจะให้เภสัชในกลุ่ม นำมาปรุงตามสูตร บางคนไม่ปรุง นำยามาทดลองอมให้ยาละลาย

บางคนอมไปถึง 5 เม็ดกว่าจะออกอาการ

นอกจากยาพวกนี้ ยังมีการใช้เครื่องดื่มชูกำลังมาผสมน้ำอัดลมสีดำ มีสูตรการผสมในปริมาณที่เขากะเกณฑ์มา และต้องทิ้งค้างคืนไว้ เมื่อทั้งหมดเป็นไปตามสูตร ก็จะมีการตั้งวงดื่มกัน รสชาติจะออกฟินๆ ตามเคย ซึ่งทั้งหมดเป็นผลร้ายต่อการเรียน เป็นผลต่อสมองของเด็กทั้งสิ้น

ข้อมูลปัจจุบันยิ่งน่าตกใจ ครูสุรียุตร บอกอีกว่า พ่อแม่รักลูกมาก เข้าข้างลูกทุกอย่าง เด็กสูบบุหรี่ เมื่อโดนครูจับได้เรียกมาถาม มักจะตอบว่า อยู่ที่บ้านพ่อแม่ให้สูบบุหรี่ได้ เพราะพ่อแม่ก็สูบ

แล้ว…เมื่อมาโรงเรียนครูจะทำอย่างไร ครูจึงคิดกันว่า มันคือหน้าที่ ปล่อยไม่ได้ บางครั้งถ้าลงโทษไป ผู้ปกครองมาโวยวาย เราก็ต้องทำ ซึ่งก่อนการลงโทษเราต้องแจ้งผู้บริหารให้รับทราบ เพราะเราต้องป้องกันเด็กส่วนใหญ่เอาไว้ ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว

“ความคิดของครูชัดเจนทุกคน ไม่มีใครอยากให้เด็กไปยุ่งกับยาเสพติด เด็กบางคนเห็นมาตั้งแต่เล็กๆ พอโตมาไปสูบบุหรี่ พ่อแม่กลับไม่ว่า ครูก็รู้สึกใจหาย

ทางแก้ของครูตอนนี้คือ…ไม่ยอม และไม่ปล่อย ที่บ้านปล่อยให้สูบ แต่ที่โรงเรียนจะไม่ปล่อย”

ถึงตรงนี้จึงเป็นที่มาของครูฝ่ายปกครองที่มักตกลงกับเด็กว่า ถ้าเธอยังอยู่ในชุดนักเรียน อยู่ในบริเวณโรงเรียนหรือออกไปข้างนอก ย้ำว่า…ถ้ายังใส่ชุดนักเรียน หากพบเห็นเธอสูบบุหรี่ ครูจะเอาเรื่อง

“กระทรวงศึกษาฯห้ามครูใช้ไม้เรียว แต่ครูฝ่ายปกครองทั้งหลายต้องฝืนใจหยิบมาใช้ เพราะมันคือข้อต่อรอง ซึ่งการใช้เหตุผลบางครั้ง มันไม่ตอบโจทย์ หรือแก้ไขปัญหาไปได้ทั้งหมด” ครูสุรียุตร กล่าวทิ้งท้าย

สนับสนุนข้อมูลโดย