ฝ่ายต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้ายังเหลือข้ออ้างในการแบนดีๆอีกไหม

คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรของออสเตรเลียได้ตีพิมพ์รายงานเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยคณะกรรมการส่วนใหญ่ (เสียง 5 ต่อ 3) เห็นว่าควรห้ามซื้อขายและใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินในออสเตรเลียต่อไป

ในขณะเดียวกันทางฝั่งเสียงข้างน้อยได้ตีพิมพ์รายงานสรุปว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่ได้พยายามเลิกแล้วแต่ไม่สำเร็จน่าจะช่วยชีวิตผู้คนได้นับพันนับหมื่น ดังนั้นบุหรี่ไฟฟ้าจึงควรเป็นสินค้าที่ผู้สูบบุหรี่ชาวออสเตรเลียสามารถซื้อหาได้

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาออสเตรเลียนับว่าเป็นหัวหอกในการออกนโยบายที่มุ่งลดจำนวนผู้เสียชีวิตและอันตรายที่เกิดจากยาสูบ อย่างไรก็ตาม ทุกปียังมีชาวออสเตรเลียชีวิตกว่า 19,000 ราย เนื่องจากโรคร้ายที่เกิดจากยาสูบ

อย่างไรก็ตามในปี 2553 หลังจากที่บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่นิยมแพร่หลายในประเทศอังกฤษและอเมริกา ทำให้อัตราผู้สูบบุหรี่ในทั้งสองประเทศลดลงต่ำอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อัตราการสูบบุหรี่ในออสเตรเลียกลับคงที่ในช่วงปี 2556-2559 (เพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำในบางรัฐ) ทำให้ตอนนี้อัตราการสูบบุหรี่ในอังกฤษและสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำกว่าออสเตรเลียเป็นครั้งแรก

ปัจจุบันออสเตรเลียเลือกที่จะใช้นโยบายการขึ้นราคาบุหรี่จนราคาบุหรี่ในประเทศอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่อัตราผู้สูบบุหรี่ในกลุ่มรายได้น้อยกลับยังสูงขึ้นกว่าเดิม จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าการขึ้นราคาบุหรี่ต่อไปนั้นเป็นการควบคุมที่เหมาะสมหรือไม่ หากควบคุมไม่ได้ เห็นสมควรแล้วหรือที่รัฐจะยังคงห้ามซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าต่อไปในเมื่อมันมีความเสี่ยงน้อยกว่าบุหรี่มวนและยังเป็นเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่ได้

ต้องขอบคุณคณะกรรมการเสียงข้างน้อยทั้ง 3 รายนั้น ซึ่งก็คือ เทรนต์ ซิมเมอร์แมน, ทิม วิลสัน และแอนดรูว์ เลมมิง ที่มีความกล้าที่จะพยายามช่วยชีวิตผู้สูบบุหรี่และป้องกันความทุกข์ทรมานเนื่องจากการสูบบุหรี่

ที่มา: www.thaithrnetwork.com

ผู้สูบบุหรี่ลดลงในอังกฤษมากกว่า 1.6 ล้านรายในเวลา 6 ปี

เมื่อเดือนที่แล้วสาธารณสุขประเทศอังกฤษและสำนักงานสถิติแห่งชาติออกมาเปิดเผยจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศว่าลดลงกว่า 1.6 ล้าน – 6.1 ล้านคนแล้วเมื่อดูกันตั้งแต่ปี 2011 – 2017 ในขณะเดียวกันนะครับเขาก็พบว่าผู้ใช้บริการศูนย์เลิกบุหรี่ในระบบศูนย์ดูแลสุขภาพแห่งชาติก็มีจำนวนลดลงจาก 8 แสนรายในปี 2011 เหลือเพียง 3 แสนรายในปี 2017 เท่านั้น

ส่วนอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในปี 2017 อยู่ที่ร้อยละ 5 ซึ่งมีความใกล้เคียงกับปีก่อน โดยพบว่ากลุ่มอายุ 25 – 49 ปีมีอัตราผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากกว่ากลุ่มอายุอื่น และมีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่ ทั้งนี้ประมาณ 70% ของผู้สูบบุหรี่เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา

ในด้านการเลิกบุหรี่ด้วยการให้นิโคตินทดแทนและการให้ยาเพื่อช่วยเลิกบุหรี่ เช่น varenicline มีปริมาณลดน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ยา bupropion เป็นยาที่สั่งจ่ายให้กับผู้สูบบุหรี่น้อยที่สุด ทั้งนี้ ผลจากอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงทำให้ค่าใช้จ่ายของยาและเวชภัณฑ์สำหรับการเลิกบุหรี่นั้นลดลงเช่นกัน

ที่มา:www.thaithrnetwork.com

ผู้แทนราษฎรอังกฤษหนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อสู้กับบุหรี่มวน

ล่าสุดสส.อังกฤษพากันยื่นเรื่องต่อรัฐบาลให้พิจารณาเรื่องการผ่อนปรนกฎหมายและการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เพราะเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะนำพาประเทศเขาให้ชนะสงครามกับบุหรี่ธรรมดาได้

เพราะเขามองว่าบุหรี่ไฟฟ้ายังมีปัญหาเรื่องการยอมรับจากสังคมอยู่ ทั้งที่ความจริงแล้วนั้นทั้งสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England) และคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอังกฤษ (The Science and Technology Committee) ต่างยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้านั้นถึงแม้มันจะไม่ปลอดภัย 100% แต่ก็ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนที่คนสูบกันในปัจจุบันอย่างแน่นอน นอกจากนั้นสาธารณสุขอังกฤษยังบอกด้วยนะครับว่ายังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดอย่างมีนัยยะว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้เยาวชนหันไปสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น

ข้อเสนอต่อรัฐบาล

  1. ให้ผู้ผลิตมีอิสระมากขึ้นในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า
  2. ทำให้กฎหมายการควบคุมนั้นเบาลงและภาษีก็อย่าเก็บเท่ากับบุหรี่ทั่วไป เพราะระดับความอันตรายมันต่างกัน ก็ไม่ควรเก็บเท่ากัน
  3. เขารอบคอบครับ หมั่นทบทวนเป็นประจำทุกปีถึงผลกระทบมีต่อสุขภาพที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบไม่เผาไหม้
  4. ดีเบตกันเลยครับเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ
  5. ให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์
  6. กำหนดระดับความเข้มข้นของน้ำยาและขนาดบรรจุใหม่
  7. เลิกแบนสนูส หรือที่เรียกว่ายาสูบแบบเคี้ยว (เพราะตอนนี้ผิดกฎของสหภาพยุโรป)

สถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าล่าสุดในอังกฤษเป็นอย่างไรบ้าง

2.9 ล้านคนใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยมีประมาณ 470,000 คนใช้เพื่อเลิกบุหรี่มวน และปัจจุบันก็มีหลายหมื่นคนที่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จแล้ว

นอร์แมน แลมป์ ประธานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ ชี้ให้เห็นครับว่าระเบียบข้อบังคับปัจจุบันไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ยังมีธุรกิจร้านค้า การคมนาคมและที่สาธารณะอีกมากมายที่ควรเข้าใจและเลิกมองบุหรี่ไฟฟ้าเหมือนกันกับบุหรี่มวน

ได้แล้ว และหากมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง บุหรี่ไฟฟ้าก็จะถือเป็นเครื่องมือสำคัญของระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ช่วยคนเลิกบุหรี่ได้

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน

ประเด็นหลักที่พบบ่อยคือความกังวลว่าเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะหันมาสูบบุหรี่ในเวลาต่อมา ซึ่งทางอังกฤษเองก็พยายามทำการทดลอง เช่น การทดลองในเรือนจำไอล์ออฟแมนเป็นระยะเวลา 6 เดือน ผลคือผู้ต้องขังที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีภาวะที่สงบมากขึ้นและก็สามารถเลิกบุหรี่ได้ ถึงกระนั้นครับก็ยังไม่มีงานวิจัยในระยะยาว (อย่างที่หมอๆบ้านเราถามหาเป็นประจำอ่ะนะครับ) แต่ก็มีผลงานวิจัยในห้องทดลองกับเซลล์ปอดในระยะแรกพบว่าไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัย 100% แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข หมอและนักวิทยาศาสตร์ก็ระบุตรงกันว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน

ตัวอย่างผลตอบรับจากรายงานของ ส.ส. เป็นอย่างไร

  • สำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ยืนยันครับว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ปกติถึง 95%
  • ทั้งนี้บุหรี่ไฟฟ้าจะไม่ได้ปราศจากอันตรายทั้งหมด แต่ปลอดภัยกว่าอันตรายของบุหรี่มาก และยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะไปใช้บุหรี่กัน
  • มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่อังกฤษ (ASH UK) ตอบรับรายงานเป็นอย่างดี (ช่างมีความแตกต่างจากบ้านเราเหลือเกิน) แต่ก็ยังกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบในการโฆษณา
  • สถาบันมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) กฎระเบียบของบุหรี่ไฟฟ้า ควรมีเป้าหมายในการช่วยผู้สูบให้เลิกบุหรี่ได้ และป้องกันเยาวชนจากการริเริ่มใช้ในเวลาเดียวกัน

ที่มา:www.thaithrnetwork.com

รัฐบาลนิวซีแลนด์ร่างกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า

หลังจากคำตัดสินของศาลให้บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อนแต่ไม่เผาไหม้ (Heated tobacco) สามารถหาซื้อได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติปลอดบุหรี่ ปี 1990

ล่าสุด นางเจนนี่ ซเลซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการช่วยผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้ใหญ่ให้เลิกบุหรี่ได้ เนื่องจากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไปอย่างมีนัยยะ ดังนั้นจึงควรมีมาตรการควบคุมที่แตกต่างกัน ซึ่งในขณะนี้ทางรัฐบาลกำลังทำการร่างกฎหมายเพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอยู่

ในขณะที่นางทาเรียนา ทูเรีย อดีตสมาชิกพรรค Māori และเป็นผู้วางแผนนโยบาย Smokefree Aotearoa 2025 ได้ตั้งคำถามถึงการเคลื่อนไหวของรัฐบาลในการสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่ว่าช่วยได้จริงหรือ

ที่มา:www.thaithrnetwork.com

ทิ้งแนวคิด Quit or Die – รับแนวคิดลดอันตรายจากยาสูบ

เมื่อสส.เขามีมติเป็นเอกฉันท์เสนอกระทรวงสาธารณสุขให้ล้มเลิกแนวคิด Quit or Die ที่ให้ผู้สูบบุหรี่ไม่มีทางเลือก และรับแนวคิดลดอันตราย (Harm Reduction) มาใช้เหมือนกับประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ใส่บรรจุไว้เลยในแผนยุทธศาสตร์ควบคุมยาสูบแห่งชาติ โดยระบุชัดเจนครับว่าให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในทางเลือก เพราะมีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน โดยทางสส.ฟิลิปปินส์เขาอยากให้ยึดแบบอย่างจากประเทศอังกฤษ ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีการควบคุมเรื่องยาสูบอย่างเคร่งครัด

Electronic-Cigarette

ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่นิยมในประเทศอังกฤษ ซึ่งอัตราการสูบบุหรี่ในประเทศอังกฤษก็ตกลงเรื่อยๆ และการศึกษาจาก Public Health England และ Cancer Research UK ยังสะท้อนว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นประตูสู่การสูบบุหรี่มวนอย่างที่หลาย ๆ คนกังวล เพราะตั้งแต่มีบุหรี่ไฟฟ้าใช้ในอังกฤษ อัตราการสูบบุหรี่ทั้งในกลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชนตกลงทั้งคู่

ทั้งนี้นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ แนะรัฐบาลฟิลิปปินส์ว่าการออกกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้านั้นควรมีความชัดเจนว่าแตกต่างจากบุหรี่ทั่วไป เพราะจะทำให้ผู้สูบบุหรี่เห็นภาพชัดว่าบุหรี่ไฟฟ้านั้นปลอดภัยกว่าและขณะเดียวกันบุหรี่ไฟฟ้าเองก็ต้องมีมาตรฐาน ดึงดูดพวกเขาให้เปลี่ยนมาใช้ และเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามรัฐก็ควรป้องกันการริเริ่มใช้จากกลุ่มคนไม่เคยสูบบุหรี่และเยาวชนไปในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้การศึกษาของ Harvard School of Public Health และ University of Massachusetts ชี้ว่าการเลิกบุหรี่ด้วยผลิตภัณฑ์นิโคตินทดแทน เช่น แผ่นแปะและหมากฝรั่ง ไม่สามารถช่วยให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้ และหนึ่งในงานวิจัยระบุว่าการใช้นิโคตินบำบัดไม่มีมีประสิทธิภาพในการเลิกบุหรี่ระยะยาว ไม่ต่างกับความพยายามเลิกบุหรี่ด้วยวิธีการหักดิบเลยล่ะครับ

UAE พิจารณายกเลิกการแบนบุหรี่ไฟฟ้า

ถึงแม้ UAE จะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการแบนบุหรี่ไฟฟ้า แต่ในทางตรงกันข้ามตลาดมืดค้าขายบุหรี่ไฟฟ้ากลับโตขึ้นเรื่อย ๆ

ล่าสุดครับ มีข่าวรายงานว่าขณะนี้หน่วยงานมาตรฐานสินค้ายูเออี (Emriates Authority for Standardisation and Metrology) หรือที่เรียกกันว่า ESMA ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับควบคุมสินค้าผู้บริโภคได้ดำเนินการตรวจสอบว่าควรยกเลิกการแบนบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกันหรือไม่ ซึ่งผลการพิจารณาเบื้องต้นจาก ESMA น่าจะเป็นตัวตัดสินว่าการแบนนี้จะถูกยกเลิกหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผลกระทบในระยะยาวจากบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เป็นที่แน่ชัด งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัย Birmingham ในอังกฤษที่ทำการจำลองการใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วพบว่าไอละอองจากบุหรี่ไฟฟ้านั้นยังมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของสิ่งมีชีวิตและอาจก่อให้เกิดการอักเสบของปอด ถึงกระนั้นก็ตามเมื่อทำการเปรียบเทียบปริมาณสารก่อดมะเร็งในควันบุหรี่มวนกับไอละอองจากบุหรี่ไฟฟ้าจะพบว่าสารก่อมะเร็งดังกล่าวมีปริมาณลดลงอย่างมากในไอละออง ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง แต่ผลระยะยาวนั้นยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด นักวิจัยชี้ว่าถ้ามีการใช้ในระยเวลา 20 ถึง 30 ปี ก็อาจเกิดความเสี่ยงเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้

ไอร์แลนด์ยังคงต้องรออีก 34 ปีกว่าจะเป็นประเทศไร้ควัน

นายเควิน บารอน สมาชิกรัฐสภาอังกฤษ ผู้รณรงค์ในการเลิกบุหรี่ เคยกล่าวไว้ระหว่างการอภิปรายว่าอัตราการสูบบุหรี่ในไอร์แลนด์ไม่ได้ลดลงเลยเพราะความล้มเหลวของหน่วยงานสาธารณสุขในการสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า และปัจจุบันการสูบบุหรี่ ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง ถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตของคนนับร้อยและก่อให้เกิดการเจ็บป่วยกว่าพันคนทั่วประเทศในทุกสัปดาห์

เมื่อต้นเดือนตุลาคม หน่วยงานสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Executive หรือ HSE) ออกโรงเตือนไอร์แลนด์ว่าเสี่ยงต่อการล้มเหลวในการเป็นประเทศปลอดบุหรี่ในปี 2025 (ซึ่งน่าจะล่าช้าไปอีก 27 ปี ก็คือปี 2052 นั่นเอง) ซึ่งรัฐบาลให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะมีจำนวนผู้สูบบุหรี่เหลือเพียงแค่ 5% จากประชากรทั้งหมด โดยสัญญาณความล่าช้านี้ได้สร้างแรงกดดันต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายไซมอน แฮริส (Simon Harris) จนทำให้มีท่าทีอ่อนลงต่อบุหรี่ไฟฟ้าในการใช้ช่วยผู้สูบบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ ทั้งนี้ ปัจจุบัน 18% ของชาวไอริชสูบบุหรี่เป็นประจำทุกวัน

ท่านสมาชิกวุฒิสภา Catherine Noone กล่าวว่าปัญหาดังกล่าวยังเกิดอย่างต่อเนื่องและชี้ให้เห็นว่าประเทศไอร์แลนด์ยังคงต่อใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะได้เป็นประเทศปลอดบุหรี่ ดังนั้น รัฐควรทำการตรวจสอบ ทำความเข้าใจ และวิเคราะห์นโยบายว่าด้วยบทบาทของบุหรี่ไฟฟ้ารวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อหาโอกาสที่จะกำจัดบุหรี่ได้ ถึงแม้การใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องที่ต่างจากอุดมการณ์ แต่ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ให้อันตรายน้อยที่สุดแล้วก็ว่าได้และหน่วยงานดูแลสุขภาพของประเทศไอร์แลนด์รายังรายงานว่ากว่า 37% ของผู้ที่สามารถเลิกบุหรี่ในปีที่แล้วโดยใช้บุหรี่ไฟฟ้า

กรมสุขภาพในประเทศไอร์แลนด์กล่าวว่าการประเมินผลด้านเทคโนโลยีและสุขภาพที่เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ได้จัดทำโดยหน่วยงานข่าวสารและคุณภาพด้านสุขภาพซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่ตอนนี้ก็ยังขาดหลักฐานสนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่ และถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีบุหรี่ไฟฟ้าตัวไหนที่ได้รับการรับรองอย่างถูกกฎหมายในไอร์แลนด์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งการศึกษาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้านั้นยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถึงแม้บุหรี่ไฟฟ้าจะมีความปลอดภัยมากกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด

FDA เร่งขั้นตอนการพิจารณาบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาอาจจะเร่งขั้นตอนการพิจารณาบุหรี่ไฟฟ้าให้เร็วขึ้น เพื่อที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ดึงดูดเยาวชนให้หันมาใช้ นาย Scott Gottlieb กรรมาธิการองค์กรอาหารและยาฯ บอกกับสำนักข่าว CNBC ทั้งนี้ นาย ก๊อตเลียบ เคยประกาศว่าตอนนี้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่แพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่นแล้ว ดังนั้นจึงสั่งให้ผู้ผลิตทั้ง 5 เจ้า (Juul, British American Tobacco’s Vuse, Altria’s MarkTen, Imperial Brands’ Blu E-cigs และ Japan Tobacco) ส่งแผนป้องกันการใช้สินค้าของพวกเขาในกลุ่มเยาวชนภายใน 60 วัน

ทั้งนี้ ผู้ผลิตบางรายกล่าวว่าคำสั่งของ FDA ที่ว่าให้บุหรี่ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาก่อนถึงจะวางขายได้อาจกลายเป็นอุปสรรคในการควบคุมการใช้ในกลุ่มเยาวชนได้ เช่น เทคโนโลยี Bluetooth ที่จะทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้ในพื้นที่ใกล้โรงเรียน

อย่างไรก็ตาม FDA กล่าวว่าขณะที่บริษัทเหล่านี้พูดคุยกับนักข่าวและนักการเมืองเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ แต่ก็ไม่เห็นจะยกประเด็นเหล่านี้มาคุยกับ FDA บ้างเลย ทั้งนี้ FDA เองก็พร้อมเสมอในการพูดคุยประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ นาย Gottlieb ยังกล่าวว่าถ้ามีผู้ผลิตมีไอเดียดีๆ เกี่ยวกับการทำให้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าดึงดูดกลุ่มเยาวชนน้อยลง หรือปรับเปลี่ยนให้มีผลเสียต่อกลุ่มเด็กวัยรุ่นน้อยลง เราจะสนใจเป็นอย่างยิ่งและเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ในการกำหนดมาตรการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันแบรนด์ Juul ครองตลาดบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 73% และเชื่อว่าเทคโนโลยีจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ทั้งนี้บริษัทตั้งใจจะเปิดตัวอุปกรณ์ที่มีฟังก์ชั่นบลูทูธในตลาดต่างประเทศ

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ช่วยเลิกบุหรี่แต่ออสเตรเลียก็ยังไม่ได้ใช้

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 21,000 คน โดย National Health Survey ยืนยันว่าอัตราการสูบบุหรี่ในประเทศออสเตรเลียยังคงที่ โดยในปี 2017-18 มีอัตราผู้สูบบุหรี่อยู่ที่ 15.2% เทียบกับปี 3 ปีก่อนอยู่ที่ 16%

ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับผลการสำรวจอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าตัวเลขผู้สูบบุหรี่นั้นคงที่ตั้งแต่ปี 2013 และมีอัตราสูงขึ้นในบางพื้นที่ เช่น นิวเซาท์เวลส์ และเซาท์ออสเตรเลีย ดังนั้นเมื่อผู้สูบบุหรี่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ เราก็ควรจะต้องมีแนวทางใหม่ๆ ในการช่วยเหลือพวกเขา

ซึ่ง1ในทางเลือกที่ใช้แล้วประสบความสำเร็จกันอยู่ในต่างประเทศในปัจจุบันก็คือการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่นิยมในการใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยเลิกบุหรี่ในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ซึ่งก็ได้ช่วยผู้สูบบุหรี่หลายล้านเลิกบุหรี่ได้ ด้วยคุณสมบัติคือช่วยให้ผู้สูบบุหรี่ยังได้รับประสบการณ์คล้ายการสูบบุหรี่ แต่มีอันตรายน้อยกว่าและยังลดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเทศออสเตรเลียเป็น 1 ในประเทศที่เข้มงวดที่สุดในโลกในเรื่องการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เช่น การใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนผู้สูบบุหรี่ให้ไปใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่อันตรายน้อยกว่า แม้ว่าจะมีบางพื้นที่ในประเทศที่ถูกกฎหมาย

แคมเปญ “switch2vaping” โดย Australian Tobacco Harm Reduction Association องค์กรที่จัดขึ้นโดยกลุ่มแพทย์ที่ต้องการสนับสนุนในผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ หรือไม่พร้อมเลิกบุหรี่ เปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าในทางที่ถูกกฎหมาย และช่วงเวลานี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะเจาะเพราะมีผู้สูบบุหรี่หลายคนต้องการจะเลิกบุหรี่ในปีใหม่ที่จะถึงนี้

การใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัย 100% แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เห็นพ้องว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน อย่างเช่น ราชวิทยาลัยการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักรสรุปไว้ในรายงานว่า ผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในระยะยาวนั้นก็ไม่น่าจะเกิน 5จากอันตรายที่เกิดจากการสูบบุหรี่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน

แม้บางคนจะชี้ว่าการใช้นิโคตินระยะยาวจะมีความเสี่ยง แต่นิโคตินในบุหรี่ก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุหลักของโรค ซึ่งจริงๆ คือกระบวนการสันดาป (การเผาไหม้) ที่ทำให้เกิดสารเคมีที่เป็นพิษนับพัน แต่ก็น่าแปลกที่ไม่มีการโต้เถียงกันเรื่องนิโคตินแผ่นแปะ หมากฝรั่งนิโคติน และสเปรย์นิโคตินที่มีวางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต

ยิ่งเป็นเรื่องน่ากังวลมากขึ้นเมื่อมีการรายงานการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นในประเทศอเมริกา สถานการณ์ต้องเฝ้าดูอย่างระมัดระวัง การใช้บุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในเยาวชนเป็นการทดลองใช้และใช้เป็นครั้งคราว  ส่วนอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำโดยผู้ที่ไม่สูบบุหรี่นั้นมีน้อยมาก อย่างไรก็ตามอัตราการสูบบุหรี่ในเยาวชนลดลงอย่างรวดเร็วในอเมริกาและมีหลักฐานชี้ว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้เปลี่ยนเยาวชนจากการสูบบุหรี่เป็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีบางคนในองค์กรเกี่ยวกับการควบคุมยาสูบมีการคัดค้านการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพราะพวกเขาไม่เชื่อในเรื่อง “Hand to mouth” (การเสพติดทางพฤติกรรม) เป็นการเลียนแบบการสูบบุหรี่ ในขณะที่บางคนตัดสินว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายโดยมองถึงความเสี่ยงทุกๆ ทางเท่าที่จะทำได้ ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนไม่มองถึงผลประโยชน์ทั้งทางด้านสุขภาพและด้านการเงินเมื่อเปรียบเทียบกับการสูบบุหรี่มวนต่อไป

สถานการณ์ของบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน

ต่างประเทศ

ในปัจจุบันมีกว่า 160 ประเทศทั่วโลกที่อนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีมาตรการการควบคุมที่แตกต่างกันไป และมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังคงเลือกใช้มาตรการการแบนอย่างเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตามก็มีบางประเทศที่แบนบุหรี่ไฟฟ้าแต่ให้การสนับสนุนนักวิจัยในการศึกษาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง เช่น ประเทศออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งประเทศสิงค์โปรที่อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อทำงานวิจัยได้ นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังประสบอีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือมีผู้สูบบุหรี่จำนวนมากที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เช่น งานวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่าผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกว่าบุหรี่มวน จึงไม่กล้าเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า จึงทำให้หน่วยงานสาธารณสุขทำการรณรงค์ให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

ประเทศไทย

กลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีความพยายามยื่นเรื่องขอให้ภาครัฐพิจารณายกเลิกการแบนแบบเบ็ดเสร็จ และหันมาควบคุมด้วยมาตรการที่เหมาะสม เพื่อควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย ป้องกันการริเริ่มใช้และการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน ด้วยเหตุผลที่ว่ายังคงมีผู้สูบบุหรี่ที่ยังต้องการสูบบุหรี่ต่อไป ผู้ที่ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้ และผู้ที่ต้องการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อการเลิกบุหรี่ กลุ่มคนเหล่านี้จึงควรได้รับสิทธิ์ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทางเลือก (เช่น บุหรี่ไฟฟ้า) ที่อันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนซึ่งมีขายทั่วไปในประเทศ อย่างไรก็ตามการแบนแบบเบ็ดเสร็จในปัจจุบันจะทำให้เกิดการซื้อขายในตลาดมืดที่ไม่สามารถควบคุมทั้งเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย และการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านแสดงความกังวลถึงการที่ยังไม่มีงานวิจัยในระยะยาวยืนยันถึงความปลอดภัยของบุหรี่ไฟฟ้า การริเริ่ม ไปจนถึงการเข้าถึงของเยาวชน