ไอร์แลนด์ยังคงต้องรออีก 34 ปีกว่าจะเป็นประเทศไร้ควัน

นายเควิน บารอน สมาชิกรัฐสภาอังกฤษ ผู้รณรงค์ในการเลิกบุหรี่ เคยกล่าวไว้ระหว่างการอภิปรายว่าอัตราการสูบบุหรี่ในไอร์แลนด์ไม่ได้ลดลงเลยเพราะความล้มเหลวของหน่วยงานสาธารณสุขในการสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า และปัจจุบันการสูบบุหรี่ ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง ถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตของคนนับร้อยและก่อให้เกิดการเจ็บป่วยกว่าพันคนทั่วประเทศในทุกสัปดาห์

เมื่อต้นเดือนตุลาคม หน่วยงานสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Executive หรือ HSE) ออกโรงเตือนไอร์แลนด์ว่าเสี่ยงต่อการล้มเหลวในการเป็นประเทศปลอดบุหรี่ในปี 2025 (ซึ่งน่าจะล่าช้าไปอีก 27 ปี ก็คือปี 2052 นั่นเอง) ซึ่งรัฐบาลให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะมีจำนวนผู้สูบบุหรี่เหลือเพียงแค่ 5% จากประชากรทั้งหมด โดยสัญญาณความล่าช้านี้ได้สร้างแรงกดดันต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายไซมอน แฮริส (Simon Harris) จนทำให้มีท่าทีอ่อนลงต่อบุหรี่ไฟฟ้าในการใช้ช่วยผู้สูบบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ ทั้งนี้ ปัจจุบัน 18% ของชาวไอริชสูบบุหรี่เป็นประจำทุกวัน

ท่านสมาชิกวุฒิสภา Catherine Noone กล่าวว่าปัญหาดังกล่าวยังเกิดอย่างต่อเนื่องและชี้ให้เห็นว่าประเทศไอร์แลนด์ยังคงต่อใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะได้เป็นประเทศปลอดบุหรี่ ดังนั้น รัฐควรทำการตรวจสอบ ทำความเข้าใจ และวิเคราะห์นโยบายว่าด้วยบทบาทของบุหรี่ไฟฟ้ารวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อหาโอกาสที่จะกำจัดบุหรี่ได้ ถึงแม้การใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องที่ต่างจากอุดมการณ์ แต่ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ให้อันตรายน้อยที่สุดแล้วก็ว่าได้และหน่วยงานดูแลสุขภาพของประเทศไอร์แลนด์รายังรายงานว่ากว่า 37% ของผู้ที่สามารถเลิกบุหรี่ในปีที่แล้วโดยใช้บุหรี่ไฟฟ้า

กรมสุขภาพในประเทศไอร์แลนด์กล่าวว่าการประเมินผลด้านเทคโนโลยีและสุขภาพที่เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ได้จัดทำโดยหน่วยงานข่าวสารและคุณภาพด้านสุขภาพซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่ตอนนี้ก็ยังขาดหลักฐานสนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่ และถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีบุหรี่ไฟฟ้าตัวไหนที่ได้รับการรับรองอย่างถูกกฎหมายในไอร์แลนด์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งการศึกษาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้านั้นยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถึงแม้บุหรี่ไฟฟ้าจะมีความปลอดภัยมากกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด

สถานการณ์ของบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน

ต่างประเทศ

ในปัจจุบันมีกว่า 160 ประเทศทั่วโลกที่อนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีมาตรการการควบคุมที่แตกต่างกันไป และมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังคงเลือกใช้มาตรการการแบนอย่างเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตามก็มีบางประเทศที่แบนบุหรี่ไฟฟ้าแต่ให้การสนับสนุนนักวิจัยในการศึกษาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง เช่น ประเทศออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งประเทศสิงค์โปรที่อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อทำงานวิจัยได้ นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังประสบอีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือมีผู้สูบบุหรี่จำนวนมากที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เช่น งานวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่าผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกว่าบุหรี่มวน จึงไม่กล้าเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า จึงทำให้หน่วยงานสาธารณสุขทำการรณรงค์ให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

ประเทศไทย

กลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีความพยายามยื่นเรื่องขอให้ภาครัฐพิจารณายกเลิกการแบนแบบเบ็ดเสร็จ และหันมาควบคุมด้วยมาตรการที่เหมาะสม เพื่อควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย ป้องกันการริเริ่มใช้และการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน ด้วยเหตุผลที่ว่ายังคงมีผู้สูบบุหรี่ที่ยังต้องการสูบบุหรี่ต่อไป ผู้ที่ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้ และผู้ที่ต้องการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อการเลิกบุหรี่ กลุ่มคนเหล่านี้จึงควรได้รับสิทธิ์ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทางเลือก (เช่น บุหรี่ไฟฟ้า) ที่อันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนซึ่งมีขายทั่วไปในประเทศ อย่างไรก็ตามการแบนแบบเบ็ดเสร็จในปัจจุบันจะทำให้เกิดการซื้อขายในตลาดมืดที่ไม่สามารถควบคุมทั้งเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย และการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านแสดงความกังวลถึงการที่ยังไม่มีงานวิจัยในระยะยาวยืนยันถึงความปลอดภัยของบุหรี่ไฟฟ้า การริเริ่ม ไปจนถึงการเข้าถึงของเยาวชน